ด้านความรักและครอบครัว
แมลงภู่ เป็นคู่ ของบุปผา
โบราณว่า มีจริง ทุกสิ่งสม
หญิงกับชาย เป็นคู่ ชู้อารมณ์
ทั่วปฐม กัปกัลป์ พุทธันดร
(นิราศ พระแท่นดงรัง)
ตามปกติ ข้าพเจ้าไม่ค่อยสนใจผู้หญิงในด้านความสัมพันธ์ทางชู้สาวนัก ตั้งแต่สมัยยังศึกษาเล่าเรียน ตลอดจนเมื่อจบออกมาทำงาน ตั้งแต่ภาคกลาง และเหนือจดใต้ ทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ มีหญิงสาวแสนสวย และน่ารัก / นิสัยดี ให้โอกาสข้าพเจ้านับครั้งไม่ถ้วน แต่ข้าพเจ้าก็ปฏิเสธตลอดมา
ในช่วงนั้น ข้าพเจ้าไม่เคยสนใจในตัวเธอในด้านชู้สาวเลย เพราะเธอเป็นเพื่อนของน้องสาว จึงรัก /ชอบเธอเสมือนน้องสาวคนหนึ่งเท่านั้น เวลาไปเยี่ยมน้องสาวครั้งใด ก็พบเธอทุกครั้งเช่นกัน
อยากอยู่ใกล้ ใจจะขาด ไม่อาจใกล้
จำแลงได้ ใคร่เป็นยุง มุ่งมาหา
เกาะแก้มนุ่ม จุมพิต ก่อนนิทรา
หอมซ้าย/ขวา รับขวัญ ฝ่าอันตราย
ความรักของหนุ่มสาว เริ่มก่อตัวขึ้นอย่างช้าๆ และมากขึ้นทุกเวลา
จะหักอื่น ขืนหัก ก็จักได้
หักอาลัย นี้ไม่หลุด สุดจะหัก
สารพัด ตัดขาด ประหลาดนัก
แต่ตัดรัก นี้ไม่ขาด ประหลาดใจ
(จากนิราศอิเหนา สุนทรภู่)
รักย่อมเข้าใจในรัก ในที่สุดข้าพเจ้าและเธอก็สมรักสมรส แต่งงานอยู่กินด้วยกันฉันผัวเมีย เมื่อ ๑๗ ก.ย. ๒๕๒๓
เรามีคู่ รักคู่ อยู่เป็นนิตย์
มีความคิด ร่วมกัน ฉันเมียผัว
ร่วมสขทุกข์ ก่อร่าง สร้างครอบครัว
ไม่ปลีกตัว ปลีกใจ ไกลจากกัน
อันหน้าที่ สามี นั้นมีอยู่
หนึ่ง_ไม่ดู หมิ่นเมีย ให้เสียขวัญ
สอง_ยกย่อง ให้เด่น เป็นสำคัญ
สาม_จิตมั่น รักแท้ ไม่แปรปรวน
สี่_กิจการ งานทั้งหลาย ภายในบ้าน
มอบนงคราญ เป็นใหญ่ ให้ครบถ้วน
ห้า_อาภรณ์ งดงาม ตามสมควร
ให้เนื้อนวล สำหรับ ประดับกาย
ภรรยาดี มีสมบัติห้า ท่านว่าไว้
หนึ่ง_เอาใจใส่ กิจการ งานเคหา
สอง_สงเคราะห์ญาติ เพื่อนผัว ตัวไปมา
สาม_เสน่หา ในสามี ไม่นอกใจ
สี่_รักษาทรัพย์สมบัติ ที่สามีหา อย่าให้ขาด
ห้า_หมั่นปัดกวาด บ้านเรือน มิเชือนไถล
สมบัติห้า ถ้ามี นารีใด
ย่อมถือได้ ว่าประเสริฐ เลิศนักเอย
=== ทารสฺส สงฺคโห ===
การสงเคราะห์ภรรยา/หรือสามี
เธอผู้นั้น มีชื่อว่า น.ส.ดวงธิดา มงคลนิมิตร เกิดวันเสาร์ที่ ๑๓ เม.ย. ๒๕๐๐ ปีระกา เป็นบุตรคนที่ ๖ ของเตี่ยห้องฮั้ว แซ่โง้ว กับคุณแม่ปุ่ย แซ่เหลียง
พักอยู่ที่ ๑๓๗ หมู่ ๕ ต.เขาพระ อ.เดิมบางนางบวช จ.สุพรรณบุรี
เธอเป็นคนร่าเริง พูดเก่ง ทันคน เอาใจเก่ง พูดจริง ทำจริง จิตใจเด็ดเดี่ยวและรักความยุติธรรม ชอบสีม่วง / สีแดง ชอบกีฬาในร่มทุกชนิด (เลือดกรุ๊ปโอ (O)
รูปคู่ และรูปแต่งงา
ชีวิตคู่ในช่วงแรก
ครอบครัวเราทั้งสอง ฐานะไม่ค่อยดีนัก เมื่อแยกครอบครัวใหม่ๆ เราต้องช่วยกันอดออมอย่างมาก เพื่อก่อร่างสร้างครอบครัว
ต้มไข่ ทอดไข่ เจียวไข่ ไข่ดาว / และไข่นึ่ง อยู่อย่างนี้เป็นปี โดยที่ไม่มีใครทราบ
เพื่อความอยู่รอด ข้าพเจ้าต้องไปทำงานในต่างจังหวัดประจำ ฐานะครอบครัวของเราจึงค่อยดีขึ้นเรื่อยๆ จนในที่สุด เราก็มีกินมีใช้ เหมือนคนทั่วไป นึกอยากกินอะไรก็ได้กิน นึกอยากจะมี อยากจะใช้อะไร ก็ได้ดังใจ
ครอบครัวเรามีบุตร ๒ คน คือ
๑. ด.ญ.หทัย (แจน) จันทร์ที่ ๔ ม.ค. ๒๕ / ๑๑.๐๕ น.ปีจอ
๒. ด.ช. ดนัย (แมน) จันทร์ที่ ๒๒ ก.ย. ๒๙ / ๐๕.๕๐ น.ปีขาล
เช้าตรู่ของวันที่ ๓ ม.ค. ๒๕
มีหญิงสาวคนหนึ่ง กำลังจูงมือหญิงชราผู้เป็นมารดา อีกมือหนึ่งก็กุมท้องที่โตเต็มที่ ใบหน้าของเธอซีด เต็มไปด้วยเหงื่อเต็มไปหมด เดินตรงไปที่ตู้โทรศัพท์ หน้าอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ สนามเป้า กรุงเทพฯ หวังจะโทรไปหาสามี ซึ่งกำลังทำงานอยู่ที่ชลบุรี แต่ อนิจจา ยังมิทันที่เธอจะติดต่อกับผู้เป็นสามีได้ เธอปวดท้องจนทนไม่ไหว
“ไปเถอะคุณแม่ จะไม่ไหวแล้ว”
เธอรีบจูงมือมารดาเข้าโรงพยาบาลหญิง ซึ่งอยู่ใกล้ๆ นั้นทันที
เธอนอนกระสับกระส่ายอยู่ด้วยความปวดท้องทั้งคืน จนกระทั่ง ๑๑.๐๕ น. ของวันรุ่งขึ้น (๔ ม.ค. ๒๕) เธอจึงให้กำเนิดบุตรออกมาด้วยความอ่อนเพลีย
ครู่ใหญ่ต่อมา พยาบาลก็ชูเด็กให้เธอดู ตาเธอพร่ามัวจนมองแทบไม่ชัดแล้ว หูอื้อ ตาลาย เธอยิ้มออกมาทั้งน้ำตา ได้ยินเสียงพยาบาลบอกเบาๆ ว่า “ผู้หญิงค่ะ” เท่านั้น เธอก็หมดสติ มารู้ตัวจนค่ำวันเดียวกัน
2 รูป รูปอุ้มลูกสาว , ลูกชาย
ข้าพเจ้าอยู่หน้างาน ได้รับวิทยุว่า มีโทรศัพท์มาจากโรงพยาบาลหญิง กทม. ว่าภรรยาคลอดบุตรแล้ว พอเสร็จจากภารกิจในเย็นวันนั้น ก็รีบขับรถเข้ากรุงเทพฯ ทันที
เมื่อไปถึง พบเธอกำลังนอนมองดูลูกสาว ที่มีน้ำหนักตัวเพียง ๒๔๕๐ กรัมเท่านั้น ด้วยความอ่อนเพลีย เธอส่งยิ้มให้ทันทีที่เห็นข้าพเจ้า พร้อมกับบอกว่า “ผู้หญิงค่ะ”
สักครู่ ข้าพเจ้าก็ออกไปซื้อ จัดหาของใช้ที่จำเป็น สำหรับเด็กหญิงที่ห้างโรบินสัน ซึ่งอยู่ใกล้ๆ นั้น
เมื่อครบกำหนด ออกจากโรงพยาบาลได้ คุณป้าสุวพร สว่างศรี ก็ช่วยนำรถพาครอบครัวของเราไปส่งที่บ้าน
รูปรับปริญญา รูปพยาบาล
รูปถ่ายกับน้องชาย อีก 2 รูป
บุตรสาวของข้าพเจ้า หน้าตาจุ๋มจิ๋ม น่ารักมาก แถมยังอ้อน / ร้องไห้เก่งอีกต่างหาก ถ้าเธอได้ร้อง จะทำอย่างไรก็ไม่หยุด นานถึง ๑-๒ ชั่วโมงจึงจะหยุด เล่นเอาพี่เลี้ยงกลัวไปตามๆ กัน พอพูดได้ (พูดได้อายุ ๘ เดือนกว่าๆ) ก็พูดไม่ยอมหยุดอีกเหมือนกัน ขยันถามโน่น ซักนี่ทั้งวัน
ผู้ที่ช่วยเลี้ยงน้องแจน มีดังนี้
๑. อาม่าปุ่ย และอาอี้ทุกๆ คน
๒. น.ส. เรณู (อยู่ข้างบ้านที่ท่าช้าง)
๓. นางบันเทิง (เลี้ยงมากที่สุด)
๔. แม่บัวลอย และอาทุกๆ คน
๕. นางบัวเผื่อน สว่างศรี
๖. นางอรุณ / นางนิล
ตอนเย็นของวันที่ ๒๑ ก.ย. ๒๕๒๙ พวกเราเก็บของใช้ที่จำเป็น รอเวลา พอตกดึก ภรรยาของข้าพเจ้าก็บอกว่า “ไปเถอะ จวนจะคลอดแล้ว”
ข้าพเจ้ารีบขนของขึ้นรถเก๋งของเราทันที รีบขับจากบ้านที่หนองผักนาก สามชุก ไปโรงพยาบาลเดิมบางฯ
ข้าพเจ้าและเด็กหญิงหทัย (แจน) เดินวนไป วนมา กันอยู่หน้าห้องคลอด ได้ยินเสียงร้องครวญครางด้วยความเจ็บปวดท้องของภรรยาเป็นระยะๆ
จนรุ่งเช้าของวันใหม่ (๒๒ ก.ย. ๒๕๒๙) เวลา ๐๕.๕๐ น. เราก็ได้ยินเสียงเด็กร้อง “อุแว้ๆ” ดังลอดออกมา
น้องแจนบอกว่า
“คุณพ่อขา น้องเกิดแล้วค่ะ”
น้องบุษกร มงคลนิมิต/พยาบาลผู้ทำคลอดให้พี่สาว เดินยิ้มออกมาบอก “ยินดีด้วย ผู้ชายค่ะ เด็กสมบูรณ์ดี” น้องแจนยิ้มทันที พร้อมกับกระโดดเข้ามาจับมือข้าพเจ้า จูงเข้าไปหาน้องชาย ซึ่งมีน้ำหนักตัวเพียง ๒,๕๐๐ กรัม
เราให้ชื่อสมาชิกใหม่ว่า ดนัย (แมน) น้องแมนเป็นเด็กที่ไม่อ้อน (ไม่เหมือนพี่สาว) เลี้ยงง่าย ว่าง่าย สอนง่าย ไม่ซน หากฝากใครเลี้ยง คนอื่นใกล้ๆ จะมารับไปที่อื่นก็ไม่ยอม หากไป เดี๋ยวก็กลับมาที่เดิม แต่พูดยากมาก กว่าจะพูดได้ ก็ ๒ ขวบกว่า เล่นเอาข้าพเจ้าและภรรยาใจไม่ดี นึกว่า ลูกชายจะเป็นใบ้เสียแล้ว
รูปลูกชาย 2 รูปถือกล้อง
ผู้ที่ช่วยเลี้ยงน้องแมน มีดังนี้
๑. ปู่หล่อ / ย่าเทียน, น.ส. ขวัญอ่อน, น.ส. กี
๒. ย่านิล / ป้าอรุณ
๓. อาบันเทิง และครอบครัวข้าพเจ้า
๔. ย่าธรรม, น.ส. อัจฉรา
๕. ย่าบัวเผื่อน
บุตรทั้งสองเป็นเด็กที่ฉลาดในการพูด พูดจาไพเราะ / อ่อนหวานน่าฟัง คารมคมคาย / ขยันพูด ใครได้ยินออกปากชมตามๆ กันทุกคน
หทัย/ดนัย ลูกรัก
เหมือนแก้วตา และดวงใจ
แม่และพ่อทั้งสอง
หทัย...คือ ใจแท้ แม่และพ่อ
ดนัย...ก่อ เกิดกาย เป็นชายสม
ลูก…ทั้งสอง คล้องใจ กายเกลียวกลม
รัก...ชื่นชม สมดัง ตั้งใจรอ
เหมือนแก้วตา... ค่าล้ำ งามไสว
และดวงใจ... รักจริง ทุกสิ่งหนอ
แม่และพ่อ คลอเคล้า พะเน้าพะนอ
ทั้งสอง... ก็น้อมกาย หมายแทนคุณ
ปุตฺตสฺส สงฺคโห
(เลี้ยงดูบุตร / ธิดา)
เรามีบุตร ธิดา มีภาระ
จงมานะ พยายาม ตามรักษา
ให้ละชั่ว ทำดี มีจรรยา
ให้ศึกษา ศิลปะ หัตถกรรม
ควรมีคู่ จัดการ แต่งงานให้
ตามสมัย นิยม ดูคมขำ
มอบทรัพย์สิน เป็นทุน ช่วยหนุนนำ
เสริมกิจกรรม ก่อร่าง สร้างครอบครัว
------------------------------
ทรัพย์สมบัติ พัสถาน ที่ท่านให้
อย่านำไป ใช้ผิด ด้วยจิตเขลา
เก็บไว้เป็น ต้นทุน อุดหนุนเรา
กิน/ใช้เอา แต่ผล ต้นทุนคง
ห่วงตัณหา ๓ อย่าง
๑. รัก-ห่วง บุตร-ธิดา / ดัง เชือกผูกคอ
๒. รัก-ห่วง ภรรยา-สามี / ดัง ปอผูกศอก
๓. รัก-ห่วง ทรัพย์สมบัติ / ดัง ปลอกสวมเท้า
ห่วงตัณหา พาจิต คิดเกิดก่อ
เชือกผูกคอ. ก็เพราะบุตร สุดจะกล่าว
ปอผูกศอก บอกผัวเมีย เคลียคลอเคล้า
ปลอกสวมเท้า เฝ้าผูกมัด สมบัติเรา
รูป หมู่ พ่อแม่ลูก